วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร “การลงทุน ไม่ใช่การเล่นหุ้น”

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร “การลงทุน ไม่ใช่การเล่นหุ้น”

“ทำไมไม่ทำธุรกิจบ้าง” เพาพิลาส เหมวชิรวรากร เอ่ยถามสามี ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

“ผมทำอยู่แล้ว” ดร.นิเวศน์ ตอบภรรยาสั้นๆ แต่ได้ใจความ

ตลอดเกือบ 12 ปีที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าธุรกิจของ ดร.นิเวศน์เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างงดงาม เป็นที่อิจฉาของใครต่อใครหลายๆ คน และดร.นิเวศน์ไม่ได้เป็นเจ้าของแค่ธุรกิจเพียงแห่งเดียว และอาจจะพูดได้ว่าเป็นบุคคลที่มีธุรกิจหลาย 10 ธุรกิจ และแต่ละธุรกิจเป็นผู้นำทางธุรกิจชนิดคู่แข่งแทบจะวิ่งไม่ทัน

ขอยกตัวอย่างบริษัทของ ดร.นิเวศน์ มาให้อิจฉากัน เริ่มจาก บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ (TF), บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), บมจ.ไทยสแตนเลย์การไฟฟ้า (STANLY), บมจ.ไทยสโตเรจ แบตเตอรี่ (BAT-3K) บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC), บมจ.เสริมสุข (SSC) และ บมจ.ไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT)

นิยามแห่งความเป็นเจ้าของธุรกิจของ ดร.นิเวศน์ ไม่ใช่เป็นผู้ก่อตั้ง บุกเบิกแล้วค่อยก่อร่างสร้างตัวขึ้นมา แต่ใช้ความเป็นเจ้าของผ่านการซื้อหุ้นในตลาดหุ้นแล้วก็ถือไปยาวๆ เพื่อรอรับเงินปันผลในแต่ละปี

“บริษัทของเราดีๆ ทั้งนั้น” ดร.นิเวศน์ ตอบภรรยา

ปี 2540 ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นกลัวและกระโดดหนีออกจากตลาดหุ้น ดร.นิเวศน์กลับมองว่าเป็นจังหวะโอกาสที่เข้าไปลงทุน ด้วยการมองหาหุ้นดีๆ ที่มีอนาคต ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง จ่ายปันผลงาม ทนต่อสภาวะวิกฤติ เพียงแต่ในขณะนั้นเจอกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจทำให้ราคาหุ้นตกลงมาตามตลาดโดยรวม

ดร.นิเวศน์ ทุ่มสุดตัวด้วยการใช้เงินที่สะสมมาตลอดทั้งชีวิตราวๆ 10 ล้านบาท เข้าไปซื้อหุ้นที่ตัวเองได้ทำการวิเคราะห์แล้วว่ามีความปลอดภัยและจะอยู่กับตัวเองไปตลอดชีวิต โดยมองว่าถึงแม้หุ้นตัวนี้จะไม่มีสภาพคล่อง ไม่มีคนซื้อต่อ แต่ก็ได้รับเงินปันผลที่คุ้มค่าและจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง

“ผมคิดว่าจะอยู่กับหุ้นที่ลงทุนไปตลอดชีวิต เพราะมองว่าตัวเองเป็นเจ้าของคนหนึ่งในบริษัทนั้น”

จากปี 2540 จนถึงวันนี้ ดร.นิเวศน์กลายเป็นเศรษฐีหุ้นอย่างแท้จริง ด้วยการคัดกรองมองหาหุ้นที่มีความอยู่รอดปลอดภัยและแข็งแกร่ง ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนแบบ Value Investor

การลงทุนแบบ Value Investor

การลงทุนแบบ Value Investor ต้องคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของธุรกิจ ต้องมองหาธุรกิจที่เราอยากเป็นเจ้าของ แต่ธุรกิจที่เราอยากเป็นนั้นจะต้องอยู่ในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน เพราะเป็นความคิดแบบฝันเฟื่อง

ดังนั้นต้องรู้จัก รู้จริงในธุรกิจนั้นๆ พยายามหาธุรกิจที่เข้าใจง่ายและเห็นแล้วว่ามีความสามารถทำกำไรได้ หลักการใหญ่ของการลงทุนแบบ Value Investor คือ ต้องรู้ธุรกิจที่อยากจะเป็นเจ้าของ ถ้าไม่รู้จักธุรกิจนั้นๆ ไม่รู้ว่าขายสินค้าอะไร กำไรมาจากไหนอย่าไปลงทุนเด็ดขาด

ความจริงแล้วการลงทุนแบบ Value Investor เป็นการลงทุนเพื่อชีวิต คือ ทำให้ชีวิตดีขึ้น ไม่ใช่การลงทุน “เล่นๆ” กำไรเล็กน้อยก็ดีใจ ขาดทุนเล็กน้อยก็เสียใจ ตลาดหุ้นดีก็เข้ามา ตลาดไม่ดีก็ถอยออกไป แต่การลงทุนแบบ Value Investor เหมือนกับกำลังปลูกต้นไม้ใหญ่ กำลังสร้างธุรกิจ และเมื่อถึงวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้จะกลับมาเลี้ยงชีวิตตัวเราให้อยู่แบบสบายๆ

หุ้นในแบบ Value Investor

ประเภทของกิจการที่น่าลงทุนตามหลัก Value Investor คือ บริษัทนั้นๆต้องขายสินค้าที่เป็นผู้นำในตลาด คนจำเป็นต้องซื้อสินค้านั้นๆ อาจเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เป็นยี่ห้อที่คนชื่นชอบ ติดตลาดหรือขายอยู่เจ้าเดียว คู่แข่งเข้ามาตีตลาดยาก

เลือกลงทุนในธุรกิจดีๆ ในราคาหุ้นที่ต่ำ ราคายุติธรรม ซื้อไม่กี่ตัวแล้วถือยาวๆ ใจเย็นๆ ช้าๆ แต่มั่นคง อาจจะเปลี่ยนหุ้นปีละ 1-2 ตัว และหากเห็นว่าราคาหุ้นตัวนั้นปรับขึ้นไปสูงแล้วก็ขายเพื่อนำเงินไปลงทุนในหุ้นตัวใหม่ และติดตามหุ้นไปเรื่อยๆ และอย่าลืมแนวคิดที่ว่าคุณกำลังลงทุนทำธุรกิจและเป็นเจ้าของกิจการ

นอกจากนี้เมื่อได้กำไรหรือได้ผลตอบแทน ได้รับเงินปันผลก็นำเงินเหล่านี้ไปลงทุนเพิ่ม ซึ่งเรียกว่าการลงทุนแบบทบต้น ลงทุนทบต้นทุกปีๆ เพราะดร.นิวเศน์มองว่าการลงทุนแบบทบต้นเป็นสิ่งมหศจรรย์อันดับ 8 ของโลก

ปี 2540 เรียนรู้อะไร

วิกฤติการเงินปี 2540 ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ดร.นิเวศน์มองว่าในท่ามกลางวิกฤติยังมีโอกาส ดังนั้นอย่าเพิ่งท้อถอย “ผมมองว่าเมื่อเกิดวิกฤติ การลงทุนจะต้องเปลี่ยนโฉม และผมรู้ว่าการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้จะเป็นการลงทุนแบบ Value Investor ซึ่งเป็นการลงทุนที่ต้องใช้การวิเคราะห์ต่างๆ และการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยทนต่อสภาวะวิกฤติ”

เมื่อเขาคิดแบบนี้จึงยอมทุ่มสุดตัว “บอกได้เลยว่าตอนนั้นผมเอาชีวิตเป็นเดิมพันในการลงทุน ทั้งๆ ที่คนอื่นๆ มองว่าตลาดหุ้นไทยไม่มีความปลอดภัย แต่ผมมั่นใจว่ายังมีหุ้นที่ต้องอยู่รอดปลอดภัยและต้องดีขึ้นในอนาคต มีกำไร จ่ายเงินปันผลที่ดีขึ้น และจะมีศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่ดีขึ้น แต่ในปี 2540 ราคาหุ้นตกต่ำ เพราะคนกลัวและขายหุ้นทิ้ง”

แนวคิดการเข้ามาลงทุนแบบนี้สามารถเรียกได้ว่าเป็น Value Investor เกิดจากแนวคิดว่าต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจผ่านการลงทุนในหุ้น ไม่ใช่เข้ามาเพื่อการเล่นหุ้น ซึ่งการเป็นเจ้าของธุรกิจเราต้องจ่ายแพงมากกว่าคนอื่น เพียงแต่ในช่วงปี 2540 เขาไม่ได้จ่ายแพง แต่จ่ายถูกกว่าคนอื่นๆ ดังนั้นความเสี่ยงแทบจะไม่มีเลย

ถือเป็นการตัดสินใจถูกจังหวะ

ผมบอกได้เลยว่าตอนนั้นผมอ่านตลาดหุ้นไทย “ขาด” กว่าคนส่วนใหญ่ ทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเงินลงทุนได้ อีกทั้งผมเป็นผู้นำความคิด Value Investor ซึ่งก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจยังไม่มีคำว่าการลงทุนแบบนี้ แต่หลังจากผ่านวิกฤติเศรษฐกิจคำเหล่านี้ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น ซึ่งผมเป็นต้นคิดในการลงทุนหุ้นด้วยการใช้การวิเคราะห์แบบละเอียด

ผลตอบแทนจากการลงทุน

ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนได้มาแบบไม่เคยคาดคิดมาก่อน โดยตลอด 11 ปีที่อยู่ในตลาดหุ้นไทย ผลตอบแทนโตมากกว่า 30 เท่า เพราะช่วงลงทุนไม่ได้คิดว่าจะได้มากมาย แต่จังหวะนั้นเป็นโอกาสทองในการลงทุน ผมมองว่าโอกาสทองในชีวิตคนเราเกิดขึ้นได้แค่หน สองหน ซึ่งเมื่อโอกาสมาคุณจะคว้าทันหรือไม่ หรือปล่อยให้โอกาสทองลอยหายไป

ในช่วงนั้นไม่ได้ตั้งเป้าเอาไว้เลยว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไร ได้เท่าไรก็มีความพอใจ แต่บังเอิญได้มาโดยที่เราแทบไม่รู้ตัว ซึ่งผมลงทุนไปเรื่อยๆ จนผลตอบแทนทบไปทบมาต่อปีสูงถึง 35%

โอกาสทอง ไม่จำเป็นต้องเกิดท่ามกลางวิกฤติ แต่โอกาสทองของแต่ละคนมีอยู่ตลอดเวลา ประเด็น ก็คือว่า ต้องพร้อมที่จะคว้าโอกาสนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมไม่มีความรู้ ไม่ได้ศึกษามาก่อน ต่อให้โอกาสทองลอยมาก็ไม่สามารถคว้าได้

คิดอย่างไรกับคำว่า “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น”

คำว่า “เล่น” ทำให้เกิดความสับสน ซึ่งคำๆ นี้หมายความว่าการทำให้เกิดความสนุกนาน ไม่เอาจริงเอาจัง ไม่มีพื้นฐานมารองรับ และขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่คำว่า “ลงทุน” คือ การมีปัจจัยพื้นฐานมารองรับ มีการวิเคราะห์ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจ และเป็นการลงทุนเพื่อมีเป้าหมายในการสร้างความมั่งคั่งในอนาคต

มองอย่างไรกับการซื้อขายแบบรายวัน

ผมไม่เห็นด้วยการกับการเทรดหุ้นเป็นรายวัน หรือในระยะสั้นๆ เพราะกำลังคิดว่าจะมีนักลงทุนคนอื่นๆ มาซื้อหุ้นต่อจากเรา ซึ่งจะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ได้กำไร แต่ถ้าไม่มีใครมาซื้อต่อ ราคาหุ้นจะปรับลดลง เพราะในระยะสั้นๆ ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลง ขึ้นอยู่กับแรงซื้อและแรงขาย และแรงซื้อแรงขายเกิดความความกลัว ความโลภของนักลงทุน ดังนั้นถ้าลงทุนในตอนที่มีความกลัวจะเกิดความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้

นั่นหมายความว่าโอกาสที่การลงทุนจะประสบความสำเร็จและล้มเหลวมีเท่ากัน คือ 50:50 และถ้าทำบ่อยๆ ตามสถิติแล้วผลตอบแทนจะเป็นศูนย์ ไม่ได้อะไรเลยจากการลงทุน เพราะโอกาสชนะ 50% โอกาสแพ้ 50% อีกทั้งจะสูญเสียค่าคอมมิชชั่น แม้จะเสียเพียงเล็กน้อยแต่ถ้าเสียบ่อยๆ ก็กลายเป็นเม็ดเงินที่สูงและไม่มีความคุ้มค่า

อย่างไรก็ตาม มีคนประสบความสำเร็จในการลงทุนระยะสั้นๆ แต่เป็นแค่ 1 ใน 100 คนเท่านั้น แล้วคุณจะเป็น 1 ใน 100 หรือคุณจะเป็น 99 ใน 100

มองความร่ำรวยย่างไร

เมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ในชีวิต เมื่อมีถึงจุดหนึ่งก็เพียงพอ ความสุขของคนใช้เงินไม่มาก ถึงแม้จะมีเงินมากแต่ไม่ได้ช่วยอะไรมากมาย ความสุขมาจากด้านอื่นๆ เงินเป็นแค่องค์ประกอบเท่านั้น

การลงทุนให้ครอบครัว

ครอบครัวผมตอนนี้อยู่บ้านฝ่ายภรรยา ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ผมกล้าลงทุน ส่วนภรรยาไม่ลงทุนในตลาดหุ้น ด้านลูกสาวคนเดียว (น้องพิซซ่า) กำลังเรียนอยู่ระดับปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์ ดังนั้นการลงทุนครอบครัวจึงมุ่งไปที่ลูกสาว ในด้านการศึกษาอย่างเต็มที่

ถึงแม้ว่าผมจะประสบความสำเร็จในการลงทุนในตลาดหุ้น ผมเคยเล่าให้ภรรยาและลูกฟัง แต่ไม่ได้เป็นจริงเป็นจังอะไร เพราะคิดว่าแต่ละคนก็มีบุคลิกและสไตล์เป็นของตัวเอง จะให้ภรรยาและลูกสาวเป็นเหมือนผมคงไม่ได้ และไม่สามารถบังคับกันได้

การลงทุนครั้งสำคัญในชีวิต

การไปเรียนต่อระดับปริญญาเอกที่สหรัฐอเมริกา ไปโดยไม่มีเงินเลย แต่เรามีแรง มีเวลา นี่คือการลงทุน ซึ่งคนที่ไม่ร่ำรวย การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญเพราะมีสมอง มีแรง มีความขยัน มีเวลา ถึงแม้ว่าในช่วงนั้นเราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ผมคิดว่าถ้ามีความสามารถเพิ่มขึ้น ผลลัพธ์จะออกมาดี

ผมคิดว่าการศึกษาให้ผลตอบแทนที่ดี และมีความคุ้มค่า และทุกวันนี้ความรู้เป็นสิ่งที่สร้างความมั่งคั่งที่ดีที่สุด

จากคอลัมน์ ชีวิตคือการลงทุน โดยกองบรรณาธิการนิตยสาร M&W ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2551


วันจันทร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ตอร์เรสย้ายไปเชลซี เกี่ยวอะไรกับรถเมล์และการซื้อหุ้น



หากใครเป็นแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคงจะได้ยินข่าวคราวการย้ายตัวอย่างกระทันหัน ของ เฟอร์นานโด ตอเรส ที่ย้ายจากทีมลิเวอร์พูลไปยังเชลซี ก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะช่วงเดือนมกราคมเพียงแค่ 1 วันโดยเป็นที่ประหลาดใจและโกรธแค้นของแฟนๆเดอะค๊อปเป็นอย่างมาก

ในข่าวเจ้าตัวบอกว่าอยากย้ายออกจากทีมมานานตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว สาเหตุหลักก็คงเป็นฟอร์มการเล่นและภาวะในสโมสรของทีมลิเวอร์พูลที่ตกต่ำตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วมายังฤดูกาลนี้นั่นเอง


สมมุติให้เรายืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ และให้รถเมล์เป็นสิ่งที่จะพาเราไปยังเป้าหมายที่ต้องการ

บางครั้งหลายๆท่านคงเคยประสบปัญหา กับการที่ขึ้นรถเมล์ไปแล้ว แต่คนขับยังมัวรอคนให้เต็มคันรถอยู่...

ขณะที่เรายังรออยู่ในรถนั้นเอง รถเมล์คันอื่นที่สามารถไปยังจุดหมายเดียวกันได้ ก็ขับผ่านไปเรื่อยๆ...

คันแล้ว...

คันเล่า...


รถหลายๆคันขับผ่านไป รถเมล์ของเราก็ยังคงใส่เกียร์ว่างอยู่...


เราที่รอมานานแล้ว เมื่อเห็นรถผ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเซ็ง ความอดทนที่มีอยู่ก็เริ่มจะหมดไป รวมถึงเริ่มคิดในใจว่า ทำไมเราถึงไม่ไปคันอื่นนะ คนอื่นเขาไปถึงไหนๆ กันแล้ว


รถเมล์คันต่อไปผ่านมาพอดี...
คราวนี้เราไม่พลาด....รีบลงจากรถเพื่อที่จะไปขึ้นรถคันใหม่ทันที


แต่เนื่องจากรถคันเดิมที่เราอยู่คนเริ่มเยอะ การลงจึงยากลำบาก ทำให้เสียเวลาในการลงจากรถอยู่บ้าง
เมื่อเราลงถึงพื้นและกำลังวิ่งไปขึ้นรถอีกคัน รถคันใหม่ที่เราคิดจะอาศัย กลับขับผ่านหน้าของเราไปอย่างช้าๆ

เราขึ้นไม่ทัน !!!!

ณ ตอนนี้ ....เราอยู่ระหว่างรถเมล์คันใหม่ที่เพิ่งขับออกไป และ คันเก่าที่เริ่มจะเต็มแล้ว
เพื่อไม่ให้เสียเวลา....จึงตัดสินใจรีบวิ่งกลับไปเพื่อขึ้นรถคันเดิม

แต่ขณะที่เรากำลังวิ่งกลับไปนั้น กลับกลายเป็นว่า...
รถคันเดิมที่เราลงมาเมื่อกี้ได้เต็มเช่นกันและได้ขับออกไปเสียแล้ว


เราจึงพลาดโอกาสที่จะขึ้นรถทั้งสองคันนั้นไปอย่างน่าเสียดาย!!!



หากเปรียบกับกรณีของตอเรส ผมว่าเขาก็กำลังรอรถที่จะพาเขาไปสู่ความสำเร็จเช่นกัน
หลายๆคนที่มาจากที่เดียวกับกับเขา(นักเตะทีมชาติสเปนคนอื่นๆ)
ต่างได้ขึ้นรถและเดินทางไปถึงยังที่หมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (แชมป์ลีก+แชมป์สโมสรต่างๆ)

เหลือแต่เพียงเขาที่ยังคงนั่งรอความหวังอยู่เพียงลำพัง...

ซึ่ง ณ เวลานั้นช่างดูมืดมนและสิ้นหวังซะเหลือเกิน....



ทันใดนั้นเอง จู่ๆก็มีรถคันนึง ที่มีป้ายเขียนว่า
"แชมป์ลีกปีล่าสุด - ไปแชมป์เปี้ยนลีกส์ " ขับผ่านมาพอดี...

ความหวังที่ริบรี่ ก็กลับมองเห็นว่าเหมือนมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ลอดออกมา!!!

หากเป็นผมก็คงจะไม่รอช้าที่จะรีบตัดสินใจกระโดดขึ้นไปอย่างไม่ลังเล . . .

. . . . เพื่ออนาคตที่ดีขึ้นของตัวเอง . . . .


แต่ใครจะรู้ว่า...รถคันนั้นได้ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก หนักเสียจนไม่รู้ว่าจะไปส่งเขายังปลายทางได้หรือไม่??
บางครั้งเครื่องยนต์ก็ดับเอาดื้อๆ...
บางครั้งก็ขับผิดทาง....
บางครั้งในเส้นทางรถคันนี้ก็พาเขาผ่านดินแดนแห่งความสิ้นหวังไม่ต่างจากเดิม....
บ้างก็ขับวนอยู่ที่เดิม...ไม่ไปไหน.....
ซึ่งก็คงทำให้เขาหวั่นใจอยู่ไม่น้อย ที่ตัดสินใจขึ้นมากับรถคันใหม่คันนี้....

ผิดกับรถคันเก่า ที่ตอนแรกดูเหมื่อนกับว่าจะขับไปต่อไม่ไหวแล้ว . . .
แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นดีวันดีคืน . . .
ตั้งแต่เปลี่ยนคนขับคนใหม่เข้ามา . . .
ซึ่งจริงๆผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป
แต่ทิศทางของรถคันนี้ ... ด้วยคนขับเคลื่อนคนนี้ ณ ปัจจุบันดูดีเอาเสียมากๆ


ตอร์เรสและรถเมล์ เกี่ยวกับตลาดหุ้นยังไง ???
นักลงทุนหลายๆท่าน คงเคยประสบกับปัญหาเช่นเดียวกับตอร์เรสในการลงทุนกับตลาดหุ้น คือมีความลังเลในการถือหุ้น บางครั้งหุ้นที่เราถืออยู่ทำไมราคามันไม่ขึ้น แถมยังมีแนวโน้มจะลงด้วยซ้ำ ทั้งๆที่ผลประกอบการของหุ้นที่เราถือนั้นมันก็ไม่ได้แย่อะไร ในขณะที่หุ้นตัวอื่นๆ ราคากลับขึ้นเอาๆ ซึ่งดูๆแล้วบริษัทนั้นๆก็ไม่ได้ดีกว่าบริษัทของเราซักเท่าไหร่

แต่พอเวลาเราตัดสินใจจะย้ายไปถือหุ้นตัวอื่นๆบ้าง หุ้นที่เราเพิ่งขายไปได้ไม่นานก็กลับมาราคาขึ้นเเรื่อยๆ สร้างความเสียดายให้บังเกิด โดยที่เราได้แต่มองตาปริบๆ เพื่อนๆก็ต่างมาเตือนว่า เราได้ขายหมูไปแล้วนะ ยิ่งทวีความปวดร้าวในจิตใจยิ่งนัก

สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาตรงจุดนี้ให้นี้ดีขึ้น คือการเรียนรู้จังหวะการเข้าออกหุ้นครับ
ซึ่งวิธีการจะเป็นอย่างไร....เราจะมาพูดกันต่อในสัปดาห์หน้าครับ^^

วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สรุปภาพรวมตลาดไทยและต่างประเทศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา




เชื่อว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาหากใครได้เฝ้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ดูตลาดหุ้นเปิดคงจะต้องยิ้มอย่างแน่นอน เพราะว่าตลาดช่วงเช้าเปิดกระโดดไปจนเกือบถึง 1000 จุด บวกประมาณ 14 จุด ซึ่งดูเหมือนเป็นการบวกอย่างต่อเนื่องจากวันพฤหัสที่ผ่านมา นำทีมโดยหุ้นกลุ่มพลังงาน และแรงซื้อจากต่างประเทศที่เริ่มจะเข้ามา แต่กลับเป็นช่วงบ่ายมีได้เสียวกันถ้วนหน้า จากการที่ตลาดหุ้นมีแรงเทขาย ทำให้ดัชนีตกลงอย่างรวดเร็ว ส่วนนึงอาจะเพราะว่ามีข่าวด่วนรายงานเรื่องสถานการณ์ชายแดนเขมรที่กำลังครุกรุ่นอยู่ ส่งผลให้ก่อนปิดตลาด SET พุ่งลงจนปิดตลาดเหลือเพียง 984.78 หรือ +4.18 จุด เท่านั้น

เมื่อมาดูการซื้อขายในวันนั้นแล้วนำมาเทียบกัน จะพบว่า แรงขายส่วนใหญ่มาจากนักลงทุนทั่วไปในประเทศครับ(อาจจะเป็นคนที่รับรู้ข่าวก่อนแล้วตกใจก่อน) ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการ panic sell มากกว่า เพราะต่างประเทศและสถาบันยังคงเก็บเพิ่มอย่างใจเย็น โดยสถาบันหรือกองทุนเก็บไปเพิ่มถึงเกือบ 3 พันล้านบาท

สาเหตุหลักๆ ที่คนทั่วไปตกใจ คงจะมาจากข่าวการสู้รบระหว่างไทยและเขมร ซึ่งใครที่สนใจอ่านข่าวอัฟเดทล่าสุด สามารถอ่านต่อได้จากลิ้งข้างล่างนี้ครับ
http://www.norsorpor.com/tags/%E0%B9...B8%A1%E0%B8%A3

หากการสู้รบระหว่างชายแดนไทย-เขมรสามารถคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนตัวผมคิดว่า สัปดาห์หน้าตลาดหุ้นไทยก็น่าจะยังสดใสอยู่ครับเนื่องจากสภาวะโดยรวมตลาด เอเชีย หลังจากที่เมื่อต้นสัปดาห์ถูกกดดันจากปัญหาต่างๆ ที่คิดว่าจะกระทบต่อตลาดหุ้น ซึ่งโดยหลักๆก็คงจะเป็นการประท้วงในอียิปต์ ที่อาจส่งผลต่อตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรป แต่เมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มเห็นว่าปัญหาดังกล่าวไม่น่าจะส่งผลกระทบมาก ซึ่งยืนยันจากการที่ตลาดหุ้นสหรัฐและยุโรปปรับตัวขึ้นเช่นกัน ประกอบกับเป็นช่วงวันปีใหม่ของจีนพอดี ตลาดของหลายแห่งของเอเชียก็เลยทำการหยุดครับ และก่อนหยุดหลายแห่งก็บวกกันถ้วนหน้าครับ


ซึ่งหากไทยเราสามารถหาข้อยุติกับเขมรได้ภายในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ รวมถึงหากไม่มีข่าวร้ายอื่นๆมากระทบอีก เชื่อว่าตลาดหุ้นสัปดาห์หน้ามีโอกาสจะกลับมาสดใสได้ครับ แต่หากว่าการเจรจายังคงยืดเยื้ออยู่ ตลาดหุ้นสัปดาห์หน้าก็อาจจะลงวูบมาได้อีกเช่นกันครับ
ช่วงนี้ขอให้นักลงทุนทุกคนลงทุนอย่างมีสติ พยายามอัฟเดทข่าวสารข้อมูลต่างๆอยู่เสมอ แต่อย่าหวั่นไหวกับข่าวจนเกินไป ควรจะวิเคราะห์แยกแยะว่า อะไรจริง อะไรไม่จริง แล้วกระทบหุ้นที่เรามีอยู่หรือไม่ คิดว่าหากทุกคนทำได้ดังนี้ จะช่วยให้ผลตอบแทนของท่านดีขึ้นแน่นอนครับ

วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2554

เงินเฟ้อ เงินฝืด

คลังคาดจีดีพีปี54โต4-5%ไม่หวั่นเงินเฟ้อ!

คลังคงเป้าเศรษฐกิจไทยปี"54 โต 4-5% ไม่หวั่นปัญหาเงินเฟ้อพุ่ง เตือนปัจจัยเสี่ยงศก.ประเทศคู่ค้า-เงินทุนเคลื่นย้าย-จีนขึ้นดอกเบี้ย-น้ำมันพุ่ง


จากข่าว ข้างต้นได้มีการพูดถึงเกี่ยวกับเงินเฟ้อ ... ผมจึงอยากอธิบายคำว่าเงินเฟ้อดังต่อไปนี้.

เงินเฟ้อคืออะไร เงินเฟ้อคือการที่ เงินในท้องตลาดซึ่งอยู่ในกระเป๋าของคนมีมากเกินไป เงินนั้นก็จะถูกนำไปไล่ซื้อสินค้าทำให้ราคาสินค้าปรับตัวขึ้นมา ยกตัวอย่างเช่น เคยซื้อก๋วยเตี๋ยวชามละ 15 บาทไม่ว่าจะซื้อที่ไหน พอซักพัก ร้านค้าลองขยับราคาขาย เป็น 20 บาท ก็ยังมีคนซื้อปกติ ร้านค้าเลยลองขยับไปเป็น 25 บาท ก็ยังมีคนซื้ออยู่ดี ผลก็คือ คนทั่วไปได้สินค้าเท่าเดิมถึงแม้ว่าเราจะมีเงินใช้จ่ายมากขึ้น สถานการณ์แบบนี้เราเรียกว่า “เงินเฟ้อ”

มีลักษณะบางอย่างที่ใช้ควบคู่กับคำว่าภาวะเงินเฟ้อ ก็คือ คำว่า "ภาวะฟองสบู่" ลักษณะของฟองสบู่ คือ จะค่อยๆขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อถึงจุดนึงก็จะแตกสลายไป หากเปรียบการขึ้นราคาของก๋วยเตี๋ยวดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เมื่อราคาก๋วยเตี๋ยวปรับขึ้นจนถึงจุดที่คนทั่วไปไม่สามารถซื้อทานได้ คนก็จะหันไปหาอาหารอย่างอื่นแทน ซึ่งอาจจะส่งผลให้ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนั้นไม่มีคนเข้า ส่งผลต่อไปก็คือ ร้านนั้น อาจจะต้องลดราคา เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน ซึ่งหากลูกค้ายังคงไม่เข้าร้านต่อไป ร้านนั้นก็อาจจะต้องลดราคาเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะทำให้ร้านนั้นเจ๊งเลยก็เป็นได้ หรืออาจจะก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดต่อไป ซึ่งเราจะพูดถึงในคราวหลัง

หากดูเปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน (นับตั้งแต่ประมาณปี 51-ปัจจุบัน) พบว่าจะมีลักษณะหลายๆประการ ที่อาจจะก่อให้เกิดเงินเฟ้อ ซึ่งผมไม่ขอฟันธงว่ามันเป็นเงินเฟ้อหรือไม่ แต่จะอธิบายให้เห็นลักษณะของปัจจัยที่ทำให้เกิดเงินเฟ้อดังนี้

ประการแรก ต้นทุนสินค้าเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องปรับสินค้าขึ้น ซึ่งต้นทุนหลักของเกือบทุกกิจการ ก็คือน้ำมัน พบว่ามีอยู่ช่วงนึง น้ำมันเพิ่มราคาสูงมาก อย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าราคาน้ำมันเพิ่มการขนส่งก็ต้องมีต้นทุนที่สูงขึ้น ราคาวัตถุดิบก็ต้องสูงขึ้นตาม ทำให้ราคาสินค้าต้องเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งก็จะทำให้ประชาชนทั่วไปต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าแต่ละชนิด

ประการที่สอง ความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น หลายๆคนอาจจะสงสัยว่าในยุคเศรษฐกิจตกต่ำจะมีความต้องการสินค้าเพิ่มได้อย่างไร การต้องการสินค้าที่เพิ่ม อาจจะเกิดจากการคาดเดาในอนาคตว่าของจะขายได้ดีขึ้น เศรษฐกิจจะดีขึ้น เลยต้องมีการสั่งสินค้าเพิ่ม โดยปัจจัยในการคาดเดานั้นอาจจะเกิดมาจากหลายสาเหตุเช่น นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ความต้องการสินค้าในต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงปริมาณเงิน เป็นต้น เมื่อมีการขายสินค้าได้คล่อง คนก็จะมีการสั่งสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้มากขึ้น การใช้จ่ายก็จะมากขึ้นตามไปด้วย

หากมองย้อนกลับมาดูในช่วงปีที่ได้กล่าวไปข้างต้น การคาดเดาว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้น อาจจะถูกคอนเฟิร์มได้จาก การที่ SET index พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วโดย หุ้นเกือบทุกตัวในตลาด มีราคาเพิ่มขึ้นเท่าตัวหรือมากกว่านั้น แน่นอนว่านักลงทุนที่ถือหุ้นเหล่านั้น ย่อมได้กำไรเป็นกอบเป็นกำจากการลงทุนดังกล่าว แต่ถ้าถามว่าเศรษฐกิจจริงๆ ดีขึ้นหรือยังคงไม่มีใครตอบได้ บางทีมันอาจเป็นเพียงแค่การคาดหวังหรือความคิดของคนหมู่มากว่าเศรษฐกิจดีขึ้นแล้ว ซึ่งผมมีเรื่องสั้นๆจะนำมาเล่า ดังต่อไปนี้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเทวดาองค์หนึ่งอยู่บนสวรรค์ ความสุขสบายเป็นอย่างมาก อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะกินอะไรก็กิน เรียกได้ว่าชีวิตมีความสุขเพรียบพร้อมไปทุกสิ่งอันเลยทีเดียว
เมื่อเวลาผ่านไป เริ่มมีเทวดาองค์อื่น เข้ามาแบ่งที่อยู่อาศัย แรกๆก็ยังมีความสุขดี มีความเอื้ออาทรแก่กัน อาจจะมีการรุกล้ำดินแดนกันบ้างแต่ก็ยังพออภัย เพราะถือว่าตัวเราก็ยังสุขสบายดี

เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น สวรรค์ดังกล่าวเริ่มแน่นเบียดเสียดแออัด เทวดาที่อยู่มานานเห็นว่านรกยังว่างอยู่ จึงคิดว่าจะทำอะไรเพื่อที่จะให้เทวดาองค์อื่น ย้ายไปนรกดี จึงได้แต่งเรื่องขึ้นมาว่า มีข่าววงในจากนรกในปัจจุบันนั้นมีความเป็นอยู่สุขสบายมาก ท่านยมทูต ยังเอ่ยปากว่าพร้อมต้อนรับเทวดาทุกองค์มาร่วมเสวยสุขในนรกด้วยกัน พร้อมยังแอบเยาะเย้ยพวกที่ไม่ยอมลงนรกว่า เป็นพวกที่โง่เขลา
เมื่อเหล่าเทวดาทั้งหลายได้ยินดังนั้น แรกๆยังคิดไตร่ตรองและยังไม่กล้าจะลงไปในนรก เพราะกลัวกลับขึ้นมาสวรรค์ไม่ได้ แต่เมื่อเห็นเหล่าเพื่อนเทวดาด้วยกันหายลงไปและไม่ขึ้นมาเลยนั้น ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "หรือในนรก มันจะมีความสุขสบายจริงๆ" เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว เหล่าเทวดาทั้งหลายก็ต่างลงไปยังนรก เพื่อไปพิสูจน์ความจริงนั้น ทำให้สวรรค์กลับมาโล่งกว้าง สุขสบายอีกครั้ง

คราวนี้เหลือแต่เทวดาองค์เดิมที่แต่งเรื่องขึ้น ซึ่่งเป็นคนที่รู้ดีที่สุดว่า เรื่อง ความสุขสบายในนรกนั้นไม่มีจริง แต่เมื่อเห็นเพื่อนๆเทวดาจำนวนมากลงไปในนรกแล้วไม่กลับขึ้นมา ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "หรือในนรกนั้นจะมีความสุขสบายที่ตนเสาะหาอยู่จริงๆ" สุดท้ายก็ตัดสินใจลงตามเพื่อนๆเทวดาไปลงนรกแล้วก็พบว่าเทวดาทั้งหลายที่ลงมาก่อนนั้น ล้วนแต่มาถูกทรมานด้วยวิธีต่างๆนาๆ อย่างโหดร้ายทารุณ บ้างก็ถูกจับขัง ทำให้ขึ้นไปยังสวรรค์ดังเดิมไม่ได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า บางครั้งเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นมา ถึงแม้ผู้สร้างจะรู้ว่ามันไม่จริง แต่เมื่อเห็นคนอื่นคล้อยตามไปเป็นจำนวนมาก ก็อาจจะคิดไปเองว่าเรื่องที่ตนคิดตนพูดนั้นเป็นเรื่องจริง จนไม่สนใจความจริงที่มีอยู่


การลงทุนก็เช่นกัน หากเชื่อตนเองมากเกินไป หรือเชื่อคนอื่นมากเกินไป ก็อาจจะทำให้การตัดสินใจในบางอย่างนั้น ผิดพลาดไปได้ ดังนั้น จริงๆควรศึกษาข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่จริงให้อย่างถี่ถ้วน ไม่คาดหวังอะไรที่มากเกินไป และปรับใช้ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ ผมเชื่อว่า ทุกคนที่ทำได้ตามนี้จะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีเลยทีเดียวเลยครับ

ขอให้ทุกท่านมีความสำเร็จในการลงทุนครับ ^^